digital-lava.svg
5 อันดับ app สั่งอาหารมาแรงในเมืองไทย

5 อันดับ app สั่งอาหารมาแรงในเมืองไทย

 

 

5 อันดับ app สั่งอาหารมาแรงที่สุดในปี 2021 

แม้วันนี้ธุรกิจอาหารจำเป็นที่จะต้องปิดตัวกันไปจำนวนมาก เพราะช่วงโควิด 19 นั้น เป็นช่วงที่ไม่สามารถขายอาหารหน้าร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อให้เป็นการขายแบบ Take Away ที่รับอาหารไปทานที่บ้านได้ แต่ก็ไม่สามารถไปต่อได้ ธุรกิจอาหารขาดทุนและต้องปิดตัวกันอย่างมากมาย แต่ทราบหรือไม่ว่าธุรกิจอาหารแบบมีหน้าร้านนั้น อาจจะต้องปิดตัวกันไปเป็นจำนวนมากก็จริง แต่ธุรกิจอาหารที่เข้าถึงลูกค้าออนไลน์นั้น กลับไม่มีการปิดตัวลง แถมยังสามารถสร้างยอดขายถล่มทลาย มีลูกค้ามากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว แม้ว่าธุรกิจอาหารออนไลน์นั้น เติบโตเสมอมา แต่ช่วงโควิดที่ทุกคนต้องกักตัว กลับพบว่าธุรกิจอาหารเติบโตกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ทั้งนี้เรามีแอปสั่งอาหาร 5 อันดับ ที่คนไทยบ้านเราใช้บริการกันมากที่สุดมาฝากกันอีกด้วย

 

อันดับ 1 Grab Food เป็นแอปสั่งอาหารที่คนไทยสั่งกันมากที่สุด ต้องยอมรับเลยว่าแกรบนั้น เข้ามาทำตลาดธุรกิจอาหารออนไลน์เป็นเจ้าแรกๆ และครองตลาดมากว่ายาวนาน ซึ่งมีระบบความปลอดภัย ที่ช่วยให้เราสามารถติดตามพนักงานที่รับออเดอร์กับเราได้ โดยมีเจ้าหน้าที่รับส่งอาหาร ที่สามารถส่งอาหารให้เรารับประทานถึงห้องพักกันเลยทีเดียว หลายคนที่กังวลเรื่องความปลอดภัย กลัวจะติดโรคในช่วงนี้ การใช้บริการกับ Grab Food นั้น รับรองเลยว่าท่านจะไม่ผิดหวัง เพราะทางแกรบมีมาตรการที่เข้มงวด พนักงานแกรบทุกคนสวมหน้ากากอนามัยและใส่ถุงมือ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อันดับ 2 Food Panda เป็นแอปสั่งอาหารอันดับสอง ที่ตามแกรบมาติดๆ ซึ่งตัว Food Panda นั้น จะรับพนักงานที่แตกต่างจากพนักงานแกรบ โดยคนที่สมัครแกรบนั้น มีรูปแบบการทำงานคือสามารถเปิดรับงานได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะสะดวกเวลาไหน ก็สามารถที่จะเปิดรับออเดอร์ได้ทันที แตกต่างจากพนักงาน Food Panda ที่มีพนักงานประจำตามเวลานั้นๆ พนักงาน Food Panda นั้น มีเวลาให้บริการที่ชัดเจน ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้สนใจขับรถส่งอาหารใหม่ด้วย เพราะทาง Food Panda นั้นจะมอบชุดให้กับผู้สมัครใหม่ โดยที่ผู้สมัครเข้ามาไม่ต้องลงทุนใดๆทั้งสิ้น

 

 

อันดับ 3 LINEMAN ถือเป็นหนึ่งในแอปส่งอาหาร ที่สามารถเข้ามาตักตวงส่วนแบ่งทางการตลาดได้ทันเวลา จนทำให้กลายเป็นเจ้าใหญ่ ที่มีส่วนแบ่งตลาดทางด้านธุรกิจอาหารเป็นอันดับ 3 เลยทีเดียว ทั้งยังเปิดรับพนักงานหน้าใหม่ ให้เข้ามาส่งอาหารกันมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าระบบของ LINEMAN นั้น เป็นระบบที่สามารถรักษาความปลอดภัยให้ทั้งพนักงานส่งอาหาร และลูกค้าที่สั่งอาหาร ช่วยให้ทั้งสองฝั่งมั่นใจและอุ่นใจได้ โดยฝั่งของคนสั่งอาหาร สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ส่งอาหาร รวมถึงคนที่รับจ็อบส่งอาหารให้เรานั้น ยังสามารถตรวจสอบชื่อลูกค้าได้ จึงไม่แปลกที่วันนี้แอป LINEMAN ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แม้จะเข้ามาทีหลัง แต่ก็สามารถสู้กับเจ้าใหญ่เจ้าอื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

อันดับ 4 Gojek เป็นแอปสั่งอาหารที่เข้ามาใหม่ล่าสุด แต่กลับได้รับความนิยมสูงไม่แพ้แอปรุ่นพี่ที่อยู่มานาน นั่นเป็นเพราะว่าทาง Gojek นั้น มีการจัดโปรโมชั่นพิเศษมากมาย ที่จะช่วยให้คนที่เข้ามาสั่งอาหารนั้น ได้สิทธิประโยชน์กันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นส่งฟรี สั่งอาหารฟรี รวมถึงสั่งอาหาร โดยมีส่วนลดกว่า 90% จึงทำให้หลายคนต่างก็รีบโหลดแอป Gojek ลงมือถือกันอย่างรวดเร็ว เพื่อสั่งอาหารกัน ทั้งนี้พนักงานจากธุรกิจอาหารออนไลน์เจ้าอื่น ยังเข้ามาเป็นพนักงานของ Gojek จำนวนมาก ทำให้ท่านไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่มีพนักงานมาส่งอาหารให้ท่าน แถมยังเป็นพนักงานมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์อีกด้วย เนื่องจากพนักงานที่ส่งอาหารให้กับ Gojek นั้น มักจะเป็นพนักงานที่มีประสบการณ์ในการส่งอาหารให้กับแอปส่งอาหารแอปอื่นอยู่แล้ว พนักงานบางคนรับงานจากแอปอื่นร่วมด้วยอยู่แล้ว จึงทำให้ท่านได้รับอาหารอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่นาที

 

อันดับ 5 Lalamove เป็นแอปที่ต้องยอมรับว่าคนโหลดใช้กันเยอะมาก หลายคนอาจจะเข้าใจว่าแอป Lalamove นั้น มีไว้สำหรับส่งของ หรือมีไว้สำหรับส่งอาหารอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วทราบกันหรือไม่ว่าแอป Lalamove นั้น ยังเป็นแอปที่ช่วยให้เราสามารถสั่งให้พนักงาน ไปซื้ออาหารตามร้านที่เราต้องการ แล้วเอาอาหารมาส่งถึงบ้านเราได้เลย จึงช่วยให้หลายท่านที่มีร้านโปรดอยู่แล้ว สามารถสั่งซื้อได้อย่างสะดวกสบาย ไม่เพียงเท่านี้นการใช้บริการกับ Lalamove นั้น เรายังสบายใจได้ว่าเราจ่ายค่าอาหารและค่าจัดส่งตามจริง ทั้งนี้การใช้บริการ Lalamove นั้น ไม่เพียงเอาใจลูกค้าที่ต้องการซื้ออาหารเท่านั้น แต่ยังถูกใจเจ้าของร้านด้วย เนื่องจากคนที่เป็นเจ้าของร้านนั้น สามารถรับออเดอร์จากทางลูกค้า และเรียกพนักงาน Lalamove มาส่งอาหารให้ลูกค้าของเราได้เลย จึงถือได้ว่าเป็นแอปที่สะดวกสบายอย่างมาก ตอบสนองทุกกลุ่มคนจริงๆ ทั้งนี้ยังสามารถใส่เบอร์ผู้รับ เพื่อช่วยให้คนที่รอรับอาหาร สบายใจได้ว่าได้รับของอย่างแน่นอน ไม่มีรอเกอร์

 

เป็นอย่างไรกันบ้างหลังจากได้ทราบกันไปแล้วว่าวันนี้เรามี 5 แอปสั่งอาหารยอดนิยม ที่จะช่วยให้ชีวิตประจำวันของท่านง่ายขึ้น ซึ่งไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เป็นเจ้าของร้านอาหาร เป็นลูกค้าที่ต้องการสั่งซื้ออาหาร รวมถึงคนที่ต้องการสมัครเป็นพนักงานส่งอาหาร ท่านก็สามารถใช้ประโยชน์จาก 5 แอปสั่งอาหารยอดนิยมที่กล่าวมาได้

พาไปดู PeTech เทคโนโลยีสัตว์เลี้ยง ทาสหมา แมว มีเฮ!

พาไปดู PeTech เทคโนโลยีสัตว์เลี้ยง ทาสหมา แมว มีเฮ!

       เชื่อไหมคะว่า ธุรกิจสัตว์เลี้ยงนับวันมีแต่โตกับโต เพราะเหล่าบรรดาทาสสายเปย์มักจะยอมทุ่มเท เสียเงินเพื่อให้นายท่านแฮปปี้และสะดวกสบาย เข้าคอนเส็ปต์ “เสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า ลูกข้าต้องสบาย” ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เรากินมาม่าซองละ 10 บาท แต่นายท่านกินถุงละ 300 หรือจะเป็นของเล่น CF กันรัว ๆ แม้ว่าบางบ้าน เสียเงินเป็นแสน แขนไม่ไม่ยอมให้จับ แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้ซื้อ และยิ่งเดี๋ยวนี้มีการผูกกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า ”PeTech” เข้าไว้กับของเล่น เครื่องใช้เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ทาสอย่างเรา ๆ สบายขึ้นเยอะ เราจึงจะพาไปดูกันค่ะ

 

1.Waggit

waggit4

          ถ้าคนเรามี Garmin และ Apple watch ในการเช็คสุขภาพแล้วล่ะก็ ล่าสุด Waggit ปลอกคออัจฉริยะที่จะมาตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของน้องหมาเช่นกัน นอกจากจะดูได้ว่าเจ้าหมาน้อยของเราฟิตขนาดไหน ยังช่วยให้เจ้าของดูแลสุขภาพน้องได้ดีกว่าด้วย โดย Waggit พัฒนามาให้วัดค่าต่าง ๆ ในร่างกาย ตั้งแต่ชีพจรการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอน อุณหภูมิร่างกาย รวมไปถึงความเจ็บป่วย แน่นอนว่าเจ้าอุปกรณ์นี้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเราเพื่อเก็บข้อมูลและประมวลผลได้ด้วย

 

2.Unicall

unicall
            เทคโนโลยีจากแดนปลาดิบที่จะทำให้เจ้าของสามารถรู้ถึงความรู้สึกและอารมณ์ของสัตว์เลี้ยงได้ โดยตัวอุปกรณ์จะมีการติดเซ็นเซอร์ในการตรวจจับอุณหภูมิร่างกาย ความเร็ว และความรู้สึกได้ นำไปเชื่อมต่อกับสามาร์ทโฟน ก็จะแสดงผลบนจอมือถือให้ได้รู้กันว่านายท่านของเราอยู่ในอารมณ์ไหน

 

 

3.ทำประกันภัยสัตว์เลี้ยงด้วยลายจมูก

PIC
            Alipay แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของจีนได้จับมือกับบริษัทประกัน คิดค้นเทคโนโลยีการตรวจจับลายจมูกของสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีความคล้ายของลายนิ้วมือในคน ซึ่งเทคโนโลยีจะไปทำการสร้างไฟล์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว โดยใช้ลายจมูกและข้อมูลของพวกมันเพื่อยืนยันข้อมูล ทางอาลีเพย์มีเคลมมาด้วยค่ะว่า ระดับความแม่นยำมีมากถึง 99%

 

4.Petcube กล้องเลเซอร์อัจฉริยะ

petcube
         
gadget เอาใจทาสที่จะสร้างความบันเทิงให้เหล่าสัตว์เลี้ยงได้ในเวลาที่เจ้าของไม่อยู่ ด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อม Wi – fi camera, intercom system และ laser สีแดง ที่จะช่วยให้เจ้าเหมียวได้ขยับ ออกกำลังกาย วิ่งไล่ได้อย่างสนุก ซึ่งไฮไลท์ของตัวนี้อยู่ที่คุณสามารถเห็นเจ้าเหมียวผ่านทางโทรศัพท์ที่เราได้เชื่อมต่อ gadget กับสมาร์ทโฟนเอาไว้ค่ะ ตัวเครื่องมีกล้องให้เราดูและเล่นกับน้องแบบเรียลไทม์กันไปเลย แถมยังบังคับเลเซอร์ได้ตามต้องการ เรียกว่าน้องเหมียวจะไม่เหงาอีกต่อไป แม้ว่าเราจะไม่อยู่บ้าน นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายรูปเพื่อแชร์ลงโซเชียลได้อีกด้วย

 

5.Smart Cat Feeder by Bistro

Picture1
         
นวัตกรรมสุดล้ำกับเครื่องให้อาหารแมวอัจฉริยะจาก Bistro ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมแข่งขันนวัตกรรมที่จัดโดย Indiegogo แพลตฟอร์มระดมทุนขนาดใหญ่ที่จะจัดแคมเปญเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม ศิลปะ และภาพยนตร์ ความพิเศษของเจ้าเครื่องนี้อยู่ที่สามารถวิเคราะห์และจดจำใบหน้าของเจ้าเหมียวแต่ละตัวได้

ช่วยควบคุมการให้อาหารเวลาที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน เพียงแค่เจ้าเหมียวมายืนอยู่ที่หน้าเครื่อง จะมีเซ็นเซอร์วัดน้ำหนัก จากนั้นเครื่องจะวิเคราะห์ใบหน้า และเก็บรวบรวมประมวลผลปริมาณอาหารและน้ำที่กินส่งไปยังสมาร์ทโฟนของเจ้าของ ทำให้เจ้าของอย่างเรารู้ถึงพฤติกรรมการกินอาหารของเจ้าเหมียว เพื่อนำมาปรับให้เหมาะสมกับแมวแต่ละตัว นอกจากนี้ ที่เจ๋งกว่านั้นคือ กล้องดังกล่าวนี้ยังสามารถบันทึกวีดีโอขณะที่เจ้าเหมียวกำลังกินข้าวส่งไปยังเจ้าของได้อีกด้วย

Bistro

 

6.Bow-Lingual Dog Translator

Picture3

          ถ้าโดราเอมอนมีวุ้นแปลภาษา Bow-Lingual ตัวนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้กันค่ะ เพราะเป็น Gadget ที่พัฒนามาเพื่อแปลงเสียงเห่าของสุนัขมาให้เจ้าของอย่างเรา ๆ เข้าใจว่าน้องหมานั้นกำลังสื่อสารอะไรกับเราบ้าง ซึ่งการแปลงผลจะออกมาในรูปแบบของภาพที่แสดงอารมณ์ เช่น กำลังหิว กำลังเศร้า เจ้าสิ่งนี้อาจจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและน้องหมาได้ดียิ่งขึ้นก็ได้

 

7.Furbo Dog Camera

 Picture4

            Gadget ตัวนี้น่าจะถูกใจทาสหลาย ๆ คนนะคะ เพราะเป็นกล้องที่ทำออกมาเพื่อดูแลเหล่านายท่านของเรา ที่เคยไหมคะต้องไปทำงานต่างจังหวัดหลายวัน แต่เป็นห่วงว่าน้อง ๆ จะอยู่บ้านกันอย่างไร เพียงแค่มี Furbo ทุกความกังวลใจจะหมดไป เพราะเจ้าของสามารถดูสัตว์เลี้ยงผ่านมือถือได้ จะฟังเสียงน้องหมาน้องหมา หรือจะส่งเสียงทักทายก็ยังได้ ไฮไลท์ยังไม่หมดเท่านี้ ถ้าอยากให้อาหารก็ทำได้เช่นกัน แค่กดสั่ง อาหารก็จะถูกดีดออกแล้ว เพียงเท่านี้ระยะทางก็จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป

            เทคโนโลยีเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับเราก็จริง แต่อย่าลืมว่าอย่างไรเสียเจ้านายตัวน้อยของเราก็ยังต้องการทาสอย่างเรามากที่สุด ทางที่ดีแบ่งเวลาเล่นและเอาใจใส่พวกเขาวันละนิดน่าจะดีกว่านะคะ

 

 

Google My Business สร้างธุรกิจของคุณให้ปรากฎบนGoogle Map

Google My Business

Google My Business คือบริการพิเศษของGoogle ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงสถานที่ตั้งของธุรกิจบนแผนที่ Google Map  เช่น โรงแรม ร้านค้า รีสอร์ต ร้านอาหาร หรืออื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมีข้อดีคือเมื่อมีใครพยายามค้นหาธุรกิจของเราผ่าน Google Search หรือ Google Map ระบบก็จะแสดงที่อยู่ธุรกิจของธุรกิจเราขึ้นมาพร้อมกับข้อมูลธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เช่น รูปภาพ เบอร์โทร Location เว็บไซต์ และ รีวิว จึงนับว่าบริการGoogle My business เป็นบริการที่มีประโยชน์กับเจ้าของกิจการเป็นอย่างสูงเพราะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาติดต่อธุรกิจกับเราได้เป็นอย่างดี

google-my-business-meaning

ข้อดีของGoogle My Business 

  • ทุกคนมีโอกาศมองเห็นธุรกิจของเราบนแผนที่ Google
  • สามารถเพิ่มข้อมูลธุรกิจได้ เช่น ที่อยู่ รูปภาพ เบอร์โทร หรือ รีวิวธุรกิจ
  • เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการเดินทางมายังธุรกิจของเรา
  • เพิ่มช่องทางและโอกาศในการขายสินค้าและงานบริการมากขึ้น
  • สามารถใช้งานได้ตลอดชีพ

 

ตัวอย่างGoogle My Business

google-mybusiness-sample

 

 

พลังทวี (Leverage Power) จากเว็บไซต์

พลังทวี (Leverage Power) จากเว็บไซต์

 

แน่นอนว่ามีเพื่อนๆหลายคน ที่มีความสนใจอยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง ซึ่งการที่จะมีเว็บไซต์นั้น เราสามารถทำได้ด้วยการเขียนเว็บด้วยตัวเอง โดยอาศัยความรู้ในการเขียนโปรแกรม เพื่อนำความรู้ดังกล่าวมาใช้ในการควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ ทั้งนี้เรายังสามารถเลือกใช้เว็บสำเร็จรูป เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างเว็บไซต์ได้อีกด้วย การที่จะมีเว็บไซต์ในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีหลากหลายทางเลือก ที่เราสามารถเลือกได้ อย่างไรก็ตามการที่จะมีเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพนั้น แม้การมีเว็บไซต์จะเป็นเรื่องง่าย แต่เว็บที่มีประสิทธิภาพ ที่ช่วยให้เราสร้างยอดขาย หรือสร้างการเข้าถึง ทำให้เราเห็นผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นเราจะต้องทำเว็บออกมาให้มีประสิทธิภาพ หากใครยังขาดความรู้ในการเขียนโปรแกรม หรือขาดทักษะในการออกแบบเว็บไซต์ แนะนำว่าให้เราใช้บริการกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ บริษัทจะมีประสบการณ์มาอย่างยาวนานในการออกแบบเว็บไซต์ รวมทั้งมีกลยุทธ์ทางการตลาดเยอะมาก เพราะเก็บข้อมูลมาหลายปี ซึ่งวันนี้เราก็ขอนำเสนอถึงพลังทวีที่เรียกว่า Leverage Power จากการมีเว็บไซต์เป็นของตนเองมาฝากท่าน เพื่อให้ท่านที่อยากมีเว็บไซต์ มั่นใจได้ว่าการมีเว็บสักเว็บนั้น ท่านจะได้ประโยชน์จากมันอย่างคุ้มค่าอย่างแน่นอน

tesla

 

พลังทวีหรือ Leverage Power ที่ท่านได้รับจากการมีเว็บไซต์นั้น เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง เพราะการทำตลาดเป็นโลกออนไลน์ เป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายๆคน ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดพลังทวีขึ้นได้นั้น มาจากการที่เรามีเว็บไซต์ จะทำให้ธุรกิจของเรา เกิดการเข้าถึงจากผู้คนทั่วโลก ไม่เหมือนกับการมีหน้าร้านปกติทั่วไป เพราะการที่มีหน้าร้านปกติทั่วไปนั้น เรากลับได้รับการเข้าถึงจากผู้คนในละแวกนั้นที่ร้านเราตั้งอยู่เท่านั้น ในขณะเดียวกัน หากเรามีหน้าร้านออนไลน์นั้น นอกจากเราจะขายในพื้นที่บ้านแล้ว เรายังสามารถที่จะนำเสนอสินค้าให้กับผู้คนจากทั่วโลก จากที่มีลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าเราได้เพียง 100 คน กลับกลายเป็นว่าเราสามารถเข้าถึงได้ถึงหลักล้านคนเลยทีเดียว ดังนั้นอยู่ที่เราแล้วว่าเราจะมีวิธีในการปิดการขายอย่างไร หรือนำเสนอสินค้าอย่างไรเพื่อสร้างความสนใจ ให้สินค้าหรือบริการของเรานั้น สามารถที่จะขายออกไปได้มากที่สุด นี่แหละคือพลังทวีที่มาจากการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ ดังนั้นแม้ว่าการจ้างทำเว็บไซต์นั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่เงินก้อนที่ต้องใช้ในงวดแรกนั้น เราจ่ายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคตแล้ว เพราะเงินก้อนที่เราจ่ายมีแค่ครั้งแรก ที่จะต้องจ่ายเป็นค่าออกแบบและค่าเขียนโปรแกรมเท่านั้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายอื่นตามมาบ้าง แต่มักจะเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา อาทิเช่น ค่าดูแลเว็บไซต์ ค่าโฮสติ้ง และค่าโดเมนเท่านั้นเอง

 

แม้ว่าการที่เราจะมีเว็บไซต์สักเว็บนั้น อาจเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น แต่ทราบหรือไม่ว่าพฤติกรรมของคนในยุคสมัยปัจจุบันนั้น ได้เปลี่ยนไปแล้ว คนในสมัยก่อน หากต้องการซื้อสินค้าสักชิ้น ก็ยอมที่จะเสียเวลาเดินทางไปซื้อถึงหน้าร้าน เพราะคาดหวังว่าจะได้สินค้าตามที่ต้องการ แต่พอเวลาผ่านไป การซื้อสินค้าออนไลน์เริ่มสะดวกและเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะคนสมัยใหม่ต้องการรักษาเวลา อยากจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด อยากใช้เวลาไปกับการทำงาน ทำธุรกิจ รวมถึงใช้เวลากับการพักผ่อนอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่อยากเสียเวลาไปกับการเดินทาง เพื่อไปต่อคิวซื้อสินค้าถึงหน้าร้าน ซึ่งการซื้อสินค้าออนไลน์นั้น เราสามารถทำรายการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ได้ โดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่ถ้าเราเดินทางไปซื้อสินค้าถึงหน้าร้าน เราก็เสียเวลาหลายชั่วโมง แถมยังเสี่ยงรถติด และต้องต่อคิวยาวเหยียด ทั้งนี้การเดินทางไปซื้อสินค้าที่หน้าร้าน เราต้องยกของและขนย้ายของเองด้วย จึงทำให้ไม่ได้รับความสะดวกสบายเหมือนกับการซื้อผ่านเว็บ จึงไม่แปลกที่คนหันมาซื้อออนไลน์แทนการไปซื้อจากหน้าร้าน

 

การมีเว็บไซต์นั้น ถือว่าสร้างข้อได้เปรียบให้กับธุรกิจเราได้เยอะมาก ซึ่งเราจ่ายค่าทำเว็บเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่เราสามารถใช้ประโยชน์จากมันไปได้ตลอด แถมมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในอนาคต ที่ถูกกว่าการมีหน้าร้านมาก จึงทำให้หลายๆธุรกิจเลือกที่จะขายสินค้าออนไลน์อย่างเดียว โดยไม่มีการเช่าหน้าร้านเพิ่ม เพราะค่าใช้จ่ายในการเช่าหน้าร้านในทำเลที่ดี เพื่อขายสินค้านั้น มีค่าใช้จ่ายที่สูงตั้ง อาจจ่ายรายเดือนมากถึงเดือนละ 30,000 บาทเลยทีเดียว เพื่อที่จะให้ได้ทำเลที่มีคนผ่านไปผ่านมา และสามารถที่จะขายสินค้าได้จริงๆ หากเราไม่ยอมเลือกทำเลที่ดี หรือไปเช่าหน้าร้านที่ค่าใช้จ่ายต่ำ ที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา แน่นอนว่าเราจะไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีเท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน การทำเว็บเราเข้าถึงคนมากมาย แต่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ซึ่งจะอยู่ที่เราแล้วว่าคนจากทั่วโลก ที่เข้าถึงเว็บของเรานั้น เราสามารถทำให้สินค้าของเรามีความน่าสนใจ หรือทำให้สินค้าของเราโดดเด่นน่าเลือกซื้อมากแค่ไหน ความรู้ทางการตลาดเบื้องต้น อาทิเช่น การตั้งราคา การจัดโปรโมชั่น ก็เป็นอีกทางเลือกที่เราสามารถสร้างยอดขายให้สูงได้ แม้จะเป็นการทำตลาดออนไลน์ก็ตาม

ทำโฆษณาบน Google Adwords กับ Facebook Ads แบบไหนดีกว่ากัน?

ทำโฆษณาบน Google Adwords กับ Facebook Ads แบบไหนดีกว่ากัน?

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคน ที่กำลังทำธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขายสินค้าหรืองานบริการ อาจจะเคยมีคำถามหรือรู้สึกสงสัยถึงข้อดีข้อเสียระหว่างการยิงAds โฆษณาบนระบบ Google Adwords กับ Facebook Ads ว่าแบบใดเหมาะสมกับธุรกิจของเรามากที่สุด ซึ่งวันนี้Adminจะขออธิบายถึงข้อดีข้อเสียและความแตกต่างของระบบการทำโฆษณาทั้ง2 ตัว ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ

 

 

Google Adwords คืออะไร
Google Adwords คือช่องทางการทำโฆษณาธุรกิจบนโลกออนไลน์ โดยมี Google เป็นตัวกลางในการทำโฆษณาระหว่างธุรกิจของเรากับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยการนำ Link ของเว็บไซต์เรา(หรือบางคนอาจจะใช้link จาก Facebook )  มาทำการตั้งค่าเพื่อใช้ในการโฆษณาผ่านระบบAdwords ของ Google ผ่านApplication Google Ads หรือ links https://ads.google.com/

google-mybusiness-sample 

ข้อดีของ Google Adwords

  • สามารถโฆษณาเว็บของเราให้ติดหน้าแรกของ Google ได้อย่างรวดเร็ว
  • เป็นการทำการตลาดแบบลูกค้าวิ่งหาเรา***
  • สามารถจำกัดวงเงินในการทำโฆษณาได้
  • สามารถกำหนดเป้าหมายเช่น เพศ อายุ จังหวัด ในการทำโฆษณาได้
  • มีความยืดหยุ่นสูง 

 

google-my-business-meaning

ข้อเสียของการทำ Google Adwords

  • ค่าใช้จ่ายสูงมาก งบอาจบานปลาย เพราะบางครั้งมีแต่คนคลิกแต่ไม่โทรหาเรา
  • ราคาต่อคลิกค่อนข้างสูง ซึ่งบางโฆษณาค่าคลิกสูงถึง 250 บาท ต่อคลิก!!!!!!
  • ต้องมีทักษะและความชำนาญในการวิเคราะห์ keyword ก่อนโฆษณา
  • โดนคู่แข่งแกล้งกดโฆษณาของเราให้ตังหมด
  • หากเว็บไซต์ของเราดูไม่สวย หรือน่าดึงดูดก็มีสิทธิที่ลูกค้าจะเข้ามาส่องเฉยๆ แต่ไม่โทรหาเรา

 

 

 

 Bistro

 

 

Facebook Ads คืออะไร

Facebook Ads คือช่องทางการทำโฆษณาธุรกิจบนโลกออนไลน์โดยมี Facebook เป็นตัวกลางในการทำโฆษณาระหว่างธุรกิจของเรากับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยจะพุ่งเป้าในการทำโฆษณาไปที่กลุ่มลูกค้าใน Social Network ของ Facebook เป็นหลัก

 

ข้อดีของการทำFacebook Ads

  • เหมาะกับการทำตลาดสินค้าหรืองานบริการที่ต้องการสร้างกระแส หรือใช้ในการเปิดตัวแบรนด์สินค้าได้ดี
  • เป็นการทำการตลาดแบบวิ่งหาลูกค้า (ซึ่งต่างจากของGoogle คือลูกค้าวิ่งหาเรา)
  • ราคาถูกกว่า ถ้าเทียบกับGoogle Adwords
  • ตั้งค่าวงเงินโฆษณาได้ และงบไม่บานปลายเท่า Google

 

ข้อเสียของการทำFacebook Ads

  • การอนุมัติโฆษณาค่อนข้างยาก หากสัดส่วนภาพโฆษณาไม่ตรงตามข้อกำหนด ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติให้ทำโฆษณาได้
  • ลูกค้ามักจะ Inbox มาสอบถาม ซึ่งสำหรับผมตรงนี้ถือว่าเป็นข้อเสีย เพราะต้องนั่งเฝ้าFacebook ทั้งวัน
  • ไม่เหมาะกับการโฆษณาสินค้าที่มีราคาสูง หรือสินค้าที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

 

เปรียบเทียบระหว่างGoogle Adwords และ Facebook Ads จากประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียน

Picture1

 

Quicklinks
News
Technology
Business
Lifestyle
Health
รีวิวสินค้าและบริการ
ข่าวPR
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ เทคนิคการทำธุรกิจ รีวิวสินค้าและบริการ ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ฟรี
253306
วันนี้
เมื่อวาน
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
379
554
12474
253306

สนใจลงโฆษณา/ฝากข่าวPR
 LineID : @finexworld
finexdesign.info@gmail.com